เชื่อหรือไม่ค่ะว่าเสียงเพลงหรือดนตรีสามารถช่วยเพิ่มระดับความสามารถในการเรียนรู้ของเราได้ต้องบอกเลยว่าแต่ไหนแต่ไรพี่วีวี่จะเป็นงงทุกครั้งที่เห็นเพื่อนๆหรือคนรอบข้างนั่งอ่านหนังสือพร้อมไปกับการสวมหูฟังเพื่อฟังเพลง … จนพี่เกิดข้อสงสัยว่า เอ๊ะ เขาจะอ่านหนังสือรู้เรื่องหรอนั่น

งานวิจัยหลายชิ้นได้ผลสรุปออกมาไปในทิศทางเดียวกันค่ะว่าเสียงเพลงหรือเสียงดนตรีมีความสัมพันธ์ในเชิงบวกต่อระบบสมองไม่ว่าจะเป็นในเรื่องการเรียน การอ่านหนังสือ หรือในการทำงานโดยหลักการสำคัญคือเสียงเพลงช่วยเพิ่มสมาธิ ความตั้งใจ และการจดจำของสมองได้เป็นอย่างดี

น้องๆอ่านดูแล้วอาจจะบอกว่าพี่วีวี่โม้รึเปล่า ถ้าเช่นนั้นพี่ขอหยิบยกข้อสรุปจากงานวิจัยมานะค่ะซึ่งเป็นผลงานจาก Stanford University School of Medicine ก็คือ “[M]usic engages the areas of the brain involved with paying attention, making predictions and updating the event in memory.” นอกจากนั้น focus@will.com เว็บไซต์ต่างประเทศยังให้ข้อยืนยันเสริมด้วยว่า “ปกติคนเรามักจะใช้เวลาประมาณ 20 นาที เพื่อปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อม แต่เสียงเพลงจะช่วยลดระยะเวลาตรงนั้นและสร้างสมาธิให้กับเราได้รวดเร็วมากยิ่งขึ้น”

โดยมีผลการวิจัยที่ระบุเพิ่มเติมอีกว่า “คนเราจะมีสมาธิต่อเนื่องยาวนานที่สุดประมาณ 100 นาทีหลังจากนั้นก็จะต้องลุกออกไปเดิน ยืดเส้นยืดสาย ดื่มน้ำ หรือทำกิจกรรมอื่นๆ แต่การฟังเพลงจะช่วยเพิ่มระยะเวลาที่เราจะมีสมาธิได้นานกว่านั้น”

ขณะเดียวกัน Johns Hopkins school of education ได้ทำการสรุปประโยชน์ของเสียงเพลงที่มีผลต่อการเรียนไว้อย่างมากมาย เช่น เสียงเพลงช่วยสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ในเชิงบวก กระตุ้นการเรียนรู้เพิ่มความสนใจและการจดจำ ผ่อนคลายความตึงเครียด เสริมสร้างจินตนาการและความสนุกสนาน ฯลฯไม่ใช่แค่นั้นนะค่ะน้องๆ งานวิจัยเกี่ยวกับกีฬากอล์ฟของ Clarkson University ยังพบข้อสรุปด้วยว่า นักกอล์ฟที่ฟังเพลงแนวสบายๆ เช่น เพลงแจ๊ซ หรือ เพลงฮิพฮ็อพ จะมีความแม่นยำในการพัตต์ลูก

เพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่า 17% ซึ่งนั่นหมายถึงสมาธิที่เพิ่มขึ้นนั่นเองเห็นรึยังค่ะว่าการฟังเพลงมีประโยชน์ต่อการเรียนหรือการอ่านหนังสือ ดังนั้นนี่อาจจะกลายเป็นเทคนิคง่ายๆแต่เป็นท่าไม้ตายที่จะช่วยเสริมสร้างสมาธิและความจำให้กับน้องๆที่เตรียมตัวสอบแอดมิชชั่นได้เป็นอย่างดีเลยทีเดียว

อ้อ … พี่ลืมบอกไปอย่างนึงค่ะ เด็กๆในสหรัฐจากโครงการ The Harmony Project ซึ่งเป็นองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรที่ส่งเสริมการฝึกซ้อมดนตรีในเมืองลอสแองเจลลิส ประเทศสหรัฐฯ เขามีสถิติสอบติดมหาวิทยาลัยถึง 93 % เชียวนะ โดยเป็นตัวเลขที่ถูกบันทึกนับตั้งแต่ปี 2008

เอาละ … อย่ารอช้า ใครยังไม่อ่านหนังสือยกมือขึ้นและสวมหูฟัง จะแนวไหน เพลงอะไรเอาที่สมองของน้องสบายใจเลยค่ะ 555